Beauty and the Beast – “โฉมงามกับเจ้าชายอสูร” (2017)

ดูต่างคนไม่กล้า เกินกว่าใจฝันใฝ่ อสูรและโฉมงาม

หลังความสำเร็จของ Cinderella (2015) ก็ถึงคิวสตูดิโอดีสนี่ย์นำเอาแอนิเมชั่นคลาสสิกระดับขึ้นหึ้งอีกเรื่องในอดีตอย่าง “Beauty and the Beast” มาขึ้นจอในรูปแบบ live-action กันบ้างในปีนี้ ซึ่งฉบับปี 1991 ของดีสนี่ย์ก็ได้รับความชื่นชมไปเยอะ การมาของฉบับ live-action จึงเป็นอะไรที่ชวนให้ตั้งตารอคอยมากๆ

ถ้าคาดหวังความอลังการของงานโปรดักชั่นสวยๆจากหนัง “Beauty and the Beast” เวอร์ชั่นนี้ หนังถือว่าตอบโจทย์ได้อย่างน่าชื่นชมกับงานออกแบบทั้งฉาก ทั้งบรรยากาศ ทั้งเครื่องแต่งกายที่ดูเนี๊ยบไปหมด จนเราอดที่จะตื่นตาและเชื่อทุกสิ่งในโลกของหนังเรื่องนี้ไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นคือฉากมิวสิคัลต่างๆในเรื่องยังออกแบบมาได้ดี มันมีความพยายามในการจะดึงเสน่ห์ของฉบับแอนิเมชั่นมาใช้และก็สามารถทำอออกมาได้ โดยที่เด่นๆเลยก็คงไม่พ้นเพลง ‘Be Our Guest’ และเพลงในฉากเต้นรำระดับตำนาน “Beauty and the Beast” ที่ดูมีเสน่ห์ อลังการและโรแมนติก แม้ส่วนตัวจะมองว่าฉากเต้นรำในแอนิเมชั่นจะตราตรึงกว่าน้อย แต่ก็ต้องยอมรับว่าฉบับหนังก็ยังมีพลังพอจะทำให้เราเดินฮัมเพลงจากฉากนี้ออกจากโรงฯได้เหมือนกัน

ด้านเนื้อหา โฉมงามกับเจ้าชายอสูรฉบับนี้มีการใส่ใจในรายละเอียดความลึกของตัวละครมากว่าในฉบับแอนิเมชั่น ตัวละครต่างๆดูมีชีวิตชีวาขึ้น ดูมีมิติขึ้น หนังมีการดำเนินเรื่องที่รวดเร็ว โดยมีฉากเพลงต่างๆแทรกอยู่เป็นระยะๆ เนื้อหาส่วนใหญ่ยังคงยึดตามฉบับแอนิเมชั่น แต่ก็จะมีบางส่วนที่ถูกเพิ่มเติมเข้าไปเพื่อให้เติมเต็มและขยายอารมณ์ตัวละครให้กว้างขึ้นจากเดิม

หนังยังคงนำเสนอหัวข้อความงามที่แท้จริงนั้นเกิดจากภายในจิตใจ มากกว่าจะตัดสินคนจากรูปลักษณ์ภายนอก ‘อสูร’ ในเรื่องอาจไม่ได้หมายความว่าแค่รูปลักษณ์ภายนอกที่ดูน่ากลัวของเจ้าชายแค่นั้นแต่มันยังคงรวมไปถึงจิตใจของมนุษย์เราที่คับแคบกับการตัดสินอะไรจากที่ตาเห็นเพียงอย่างเดียว ชนิดหัวชนฝาไม่สนเหตุผลอื่นใดเลยอีกด้วย

ฝั่งดาราหนัง Emma Watson สวมบทเป็น Belle ได้สดใส เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ ซึ่งนับเป็นอีกพลังในการช่วยให้หนังมีชีวิตชีวาขึ้น ไม่ว่าจะฉากน่ารักใสๆ ฉากดราม่า ฉากร้องเพลง ต้องยอมรับเลยว่านางเป็น Belle ที่ทำเอาเรารักได้ในทันทีตั้งแต่ฉากเปิดตัว ส่วน Dan Stevens ที่บทส่วนใหญ่ขึ้นจอในสภาพเจ้าชายอสูร แต่เมื่อถึงฉากที่เผยโฉมหน้าที่แท้จริง ความหล่อของพี่แกก็กระชากใจได้จริงๆ ฝั่ง Luke Evans เองก็เป็นตัวร้ายที่ขี้เก๊กมากและหพอดีเองสุดๆ

โดยสรุป “Beauty and the Beast” (2017) นับเป็นความเบิกบานแบบดีสนี่ย์แท้ๆที่ยังคงทำให้เราเพลิดเพลินไปกับมันได้จนจบ แม้ในการเล่าเรื่องจะเป็นเส้นตรงไปเรื่อยๆ แต่ก็ยังถือกล่าวถึงองค์ประกอบด้านโปรดักชั่นดีๆ เพลงประกอบชั้นดี (ที่หยิบเอาของเก่ามาใช้ใหม่) ผู้แสดงนำมีเสน่ห์และ CG ที่เนี๊ยบสมจริง ก็ทำให้หนังยังคงเป็นผลงานที่ดูสนุกน่าติดตาม ทั้งยังคงสะท้อนให้เราได้คิดว่าความรักที่เกิดจากความรู้สึกจริงๆ มากกว่าการใส่ในในเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกนั้นสวยงามและมีพลังมากเพียงใด

รุ่งอรุณแห่งอาณาจักรพิภพวานร Dawn of the Planet of the Apes 2014

พื้นฐาน สำหรับ VFX  ไม่ต้องเอ๋ยถึงละ งานทุนสร้างขนาดนี้ เนียน เน๊๊ยบ! ให้บรรยากาศยุคโลกล่มสลายได้อึมครึมสมอารมณ์ กรณีลูกเล่นพล็อต OK เลยครับ มีที่มาที่ไป มีปมน่าเชื่อถือ สมเหตุสมผลอยู่ ‘บางทีเรื่องบางเรื่อง มันก็จำเป็นต้องเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยที่ควรจะเป็นอย่างเลี่ยงไม่ได้จริงๆ’
 
มันคือเรื่องของวานร แต่สะท้อนมนุษย์เรานี้แหละ ความระแวง การตั้งแง่ การเหยียด ซึ่งก็คือที่มาของความไม่ไว้เนื้อวางใจ และลงเอยโศกนาฏกรรม! จิตวิญญาณผู้นำอันเป็นกลาง เมตตาธรรม อย่างวานร ‘ซีซาร์’ คงหายากหน่อยในสังคมทุกวัน ถึงเป็นวานรแต่มีมนุษยธรรมน่านับถือเอาเยี่ยงอย่างมากกว่ามนุษย์เสียอีก ส่วนเจ้าขุนพล ‘โคบา’ เป็นวานรที่มีปมในอดีตน่าเห็นอกเห็นใจก็จริงอยู่ ( สืบเหตุเพราะภาคที่แล้ว Rise Of The Planet Of The Apes 2011 ) แต่มันก็กลับรับเชื่้อลูกเล่นเล่ห์เหลี่ยมด้านมืดแห่งอำนาจ! เยี่ยงมนุษย์ได้อย่างถึงพริกถึงขิง ส่วนพลพรรควานร สะท้อนจิตวิทยาฝูงชน อำนาจอยู่ที่ไหนก็เฮกันไปที่นั้น เกาะกลุ่มไว้ก่อน ไม่สนเหตุผล ไม่ต้องไต่สวน ก็แล้วแต่ท่านผู้นำจะออกคำสั่ง
สรุป: วานร VS มนุษย์ คู่ขนานไปกับ วานร VS วานร ทั้งสอดไส้แถม มนุษย์ VS มนุษย์ ด้วยกันได้อย่างพอดีทีเดียว หนังมีลูกเล่น และมีนัยยะอย่างนี้แหละถึงจะถูกใจคอไซ-ไฟอย่างผม 😉 แต่ก็นะสุดท้าย สงครามยังไม่จบ มันเพิ่งจะเริ่มแค่นั้นแฟนคลับก็คงรอดูภาคต่อไป
แถม : แง่คิดบางมุม จาก Dawn of the Planet of the Apes กรณียุคล่มสลาย-สูญพันธุ์!
อาจเป็นกฏของธรรมชาติที่เลี่ยงไม่ได้อย่างหนึ่ง คือ มีได้ก็มีเสีย มีกริยาก็มีปฏิกริยา ไม่มีอะไรที่ได้มาด้านเดียวลอยๆ ต้องมีผลข้างเคียงอะไรบางอย่างเสมอๆ ซึ่งก็อาจเป็นได้ทั้งแง่ดีและแง่ร้ายสำหรับมนุษย์ ก็ต้องรับไปทั้งหมด และดูเหมือนSystemในธรรมชาติไม่ได้สนใจว่าใครจะเป็นยังไง มนุษย์จำเป็นต้องการอะไร หรือได้พัฒนาสะสมความศิวิไลซ์ก้าวล้ำมาถึงวันนี้ มันยากลำบากขนาดไหน ธรรมาชาติก็จะดำเนินไปตามกฏของมัน อะไรจะล่มสลายก็ไม่ได้รู้สึกเสียดายอะไรทั้งสิ้น และบางทีผลที่ได้มาก็ถึงระดับคาดไม่ถึงอย่างการสูญพันธุ์ ! ล้างบางกันไปเลย ก็ถือเป็นอีกแง่คิดที่พึงสังวรในแวดวงลองวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี และแม้แต่แวดวงอื่นๆก็เช่นกัน
ก็ดังเช่น กรณีการลองเชิงชีวะ-เคมี ในหนังชุด Planet Of The Apes  ( ก็ต่อเนื่องมาตั้งแต่ภาคที่แล้ว Rise Of The Planet Of The Apes 2011 อีกนั่นเอง ) อันได้ผลเป็นยาวิเศษมีประโยชน์ใหญ่หลวงก็จริงอยู่ แต่ผลข้างเคียง (เชื้อ ‘Simian’) อันไม่มีใครคาดถึงก็ตามมาจนได้ ทั้งนี้ก็ด้วยตัวแปรที่ควบคุมไม่ได้อีกอย่างมาก ทำให้เกิดฉุกคิดจินตนาการเลยเถิด ย้อนไปกรณียุคอดีต ไดโนเสาร์! มันอาจจะมีแก่นโครงเรื่องราวความเป็นมาทำนองเหมือนๆกับหนังก็แค่คนละปัจจัย นั้นคือ ‘สิ่งหนึ่งล่มสลาย อีกสิ่งใหม่มาแทนที่’ เมื่ออุกาบาตถล่มโลก ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไป (หรืออาจเพราะเหตุอื่น เชื้อโรค ปฏิกิริยาเคมี ฯลฯ ) และธรรมชาติ(พระเจ้า!?) ก็ไม่ได้เสียดายว่าไดโนเสาร์ที่พัฒนาการมากว่าหลายแสนหลายล้านปีนั้น จึงควรหายวับไปสิ้นในพริบตา แต่ผลข้างเคียงที่ได้มาก็อาจก่อเกิดการ สปาร์ค! ให้มีการกลายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ หรือเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ๆ อันอาจรวมทั้งบรรพบุรุษมนุษย์เราด้วย หรือเปล่า ? ที่มีจุดเริ่มกำเนิดมาจากการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ครั้งกระโน้น
และหลังจากนี้ไป สำหรับเผ่าพันธุ์มนุษย์ เรื่องที่ลงเอยทำนอง Planet Of The Apes  ก็ใช่ว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้เสียทีเดียวก็แค่ก็อาจไม่ใช่เป็น ลิง ที่มาแทนมนุษย์แบบในหนัง แต่อาจเป็นอย่างอื่น ก็เป็นได้ทั้งนั้น มันตอกย้ำความยิ่งใหญ่ลึกลับของSystemกฏเกณฑ์ในธรรมชาติ ที่ยังมีอะไรลี้ลับคาดไม่ถึงอีกเยอะ และแอบคิดไม่ได้ว่า เผ่ามนุษยชาติจะสืบต่อครองโลกไปได้อีกยาวนานเพียงใด พันปี แสนปี กระทั้งล้านปี หรือมันอาจจะล่มสลายภายช่วงชีวิตเรา อย่างกระทันหันไม่ทันตั้งตัว อีกภายในไม่กี่ 10 ปีนี้เอง! ทำนองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน Dawn of the Planet Of The Ape ก็อาจเป็นได้ ของแบบงี้ใครจะไปล่วงรู้ ก็อย่าได้ประมาท

มาเลฟิเซนต์ กำเนิดนางฟ้าปีศาจ

มาเลฟิเซนต์ กำเนิดนางฟ้าปิศาจ (อังกฤษ: Maleficent) เป็นภาพยนตร์แนวจินตนิมิตด้านมืดและแนวผจญภัย รอเบิร์ต สตรอมเบิร์ก (Robert Stromberg) กำกับ ลินดา วูลเวอร์ตัน (Linda Woolverton) เขียนเรื่อง และแองเจลินา โจลี (Angelina Jolie) นำแสดง
ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการนำภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่อง เจ้าหญิงนิทรา (Sleeping Beauty) เมื่อปี 1959 มาสร้างภาพลักษณ์ใหม่ผ่านมุมมองของมาเลฟิเซนต์ ตัวละครข้างร้าย โดยใช้คนแสดง
การถ่ายทำหลักมีขึ้นในเดือนมิถุนายนถึงเดือนตุลาคม 2012 แล้ววอลต์ดิสนีย์พิกเจอส์ (Walt Disney Pictures) จึงเผยแพร่ในเดือนพฤษภาคม 2014 ภาพยนตร์ได้รับคำวิจารณ์บวกลบคละกันไป
หญิงชรานางหนึ่งเล่าความว่า ในเมืองทิพย์ชื่อ เดอะมัวส์ (The Moors) ซึ่งประชิดติดเมืองมนุษย์ เทพธิดาองค์หนึ่งชื่อ มาเลฟิเซนต์ ได้พบและรักมนุษย์ชายหนุ่มชื่อ สเตฟาน ผู้มีใจใคร่จะเป็นราชา แต่ยิ่งนานวัน ทั้งคู่ก็ยิ่งห่างกัน จนวันหนึ่งสเตฟานเลิกมาหานาง ต่อมา พระเจ้าเฮนรี กษัตริย์เมืองมนุษย์ ยกรี้พลมาตีเมืองทิพย์ แต่ทรงแพ้แก่มาเลฟิเซนต์ จึงทรงกริ้วโกรธเป็นกำลัง มีรับสั่งว่า ผู้ใดตามล้างผลาญนางเพื่อให้แก้แค้นแทนพระองค์ได้ จะให้ผู้นั้นสืบบัลลังก์ สเตฟานสบช่องขึ้นเป็นใหญ่ จึงกลับไปหามาเลฟิเซนต์ในคืนหนึ่ง เขาวางยานาง แต่หักใจปลิดชีวิตนางไม่ลง เขาจึงใช้เหล็กอันเป็นวัตถุมีอำนาจฆ่าเทพธิดาตัดปีกนางออก แล้วแสดงปีกนั้นในเมืองมนุษย์เพื่อให้เป็นเครื่องการันตีว่า เขาได้ฆ่านางแล้ว มาเลฟิเซนต์หัวใจแหลกลาญ จึงหันไปสร้างแดนอนธการอยู่ในเมืองทิพย์นั้น แล้วรับเอานกกาชื่อ ดีอาวัล มาเป็นคนสนิท ให้มีฤทธิ์แปลงกายได้นานัปการ
วันหนึ่ง ดีอาวัลมาแจ้งว่า สเตฟานได้เสวยราชย์ในเมืองมนุษย์แล้ว บัดนี้ กำลังสมโภชพระธิดาที่เพิ่งจะประสูติมีพระนามว่า ออโรรา เพื่อให้แก้แค้นสเตฟาน มาเลฟิเซนต์จึงบุกไปงานสมโภชโดยไม่ได้รับเชิญ แล้วสาปพระกุมารีให้ทรงถูกเข็มปั่นฝ้ายตำพระดัชนีในวันเฉลิมพระชนม์ปีที่สิบหกและบรรทมไปตลอดกาล พระเจ้าสเตฟานทรงขอให้นางปรานี นางจึงทูลว่า คำสาปนี้แก้ได้ด้วยจุมพิตแห่งรักแท้ และก็จากไป พระเจ้าสเตฟานทรงเกรงมาเลฟิเซนต์จะเคียดแค้นพระองค์ยิ่งนัก จึงรับสั่งให้ริบเครื่องปั่นฝ้ายทั้งหมดในแว่นแคว้น แล้วให้นางฟ้าสามองค์นำพระธิดาไปกักเก็บไว้ในป่าจนกว่าจะลุวันเฉลิมพระชนม์ปีที่สิบหก
นางฟ้าสามทั้งสามนั้นสะเพร่า ไม่ได้เอาใจใส่พระธิดาตามสมควร มาเลฟิเซนต์จึงมาปรนนิบัติพัดวีอยู่ไม่ห่าง แม้เดิมจะจงเกลียดจงชังมากก็ตาม ครั้นพระธิดารุ่งเรืองพระชันษาที่สิบห้า ก็เสด็จไปพบมาเลฟิเซนต์ ทรงให้รู้สึกเสมือนว่า มาเลฟิเซนต์เฝ้าคุ้มครองป้องกันพระองค์เสมอมา จึงทรงเชื่อว่า มาเลฟิเซนต์เป็น “แม่ทูนหัว” (godmother) ของพระองค์ มาเลฟิเซนต์เองเมื่อให้พระธิดาพำนักอยู่กับตนนานเข้า ก็เริ่มตระหนักว่า ตนรักพระธิดามากเพียงไร นางจึงพยายามเพิกถอนคำสาปให้ แต่ไร้ผล
ภายหลัง ออโรราพบเจ้าชายรูปงามพระนามว่า ฟิลลิป ที่กำลังเสด็จไปวังพระเจ้าสเตฟาน ทั้งสองมีใจปฏิพัทธ์กันในบัดดล เจ้าชายฟิลลิปทรงให้คำมั่นว่าจะเสด็จกลับมาหาออโรราให้จงได้ ต่อมาเมื่อวันเฉลิมพระชนม์ปีที่สิบหกมาถึง ออโรรายังทรงพอพระทัยจะอยู่กับมาเลฟิเซนต์มากกว่าจะเสด็จกลับเมืองมนุษย์ มาเลฟิเซนต์เองก็หวังจะให้เป็นเช่นนั้น คิดว่า คงช่วยป้องปัดมิให้คำสาปสัมฤทธิ์ผลได้ ทว่า นางฟ้าทั้งสามรุดมาแถลงว่า เป็นมาเลฟิเซนต์ที่สาปออโรรามาแต่พระเยาว์ ออโรราทรงฟังและจากนั้นก็พระทัยสลาย เสด็จหนีมาเลฟิเซนต์คืนสู่วังพระบิดา
พระเจ้าสเตฟานทรงขังออโรราไว้ในวังจนกว่าวันเฉลิมพระชนม์จะพ้นไป กระนั้น ออโรราเสด็จไปพบเครื่องปั้นฝ้ายที่ริบไว้แต่เดิม และทรงถูกเข็มตำนิ้วพระหัตถ์ คำสาปเป็นอันบรรลุผล มาเลฟิเซนต์เสียใจที่ไม่อาจปกป้องพระธิดาได้ จึงลอบพาเจ้าชายฟิลลิปมาสู่วัง หวังใจว่า ที่เจ้าชายเจ้าหญิงได้ทรงพบกันในป่านั้น แม้จะตรงเวลาอันสั้น ก็อาจช่วยให้บังเกิดรักแท้มาแก้คำสาปได้ เจ้าชายฟิลลิปทรงบรรจงจุมพิตออโรรา แม้กระนั้นไม่เป็นผล มาเลฟิเซนต์ก็เสียใจหนัก จึงปวารณาจะพิทักษ์รักษาพระธิดาจากเภทภัยทั้งหลายจนกว่าจะทรงฟื้นคืนพระชนม์ กล่าวและก็จุมพิตพระนลาฏพระธิดาด้วยความรัก ฉับพลัน พระธิดาทรงตื่นจากพระบรรทม มาเลฟิเซนต์จึงเข้าใจว่า รักใดในโลกนี้ก็ไม่จริงแท้เท่ารักที่แม่มีให้ลูก พระธิดาทรงเรียกขานมาเลฟิเซนต์ว่า “แม่ทูนหัว” ด้วยทรงซาบซึ้งถึงความรักประหนึ่งมารดาที่มาเลฟิเซนต์มีให้ และทรงอภัยมาเลฟิเซนต์ในทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว
พระธิดายังทรงปรารถนาจะกลับไปอยู่กับมาเลฟิเซนต์ในเมืองทิพย์ มาเลฟิเซนต์จึงพาเสด็จหนี ทว่า พระเจ้าสเตฟานเสด็จมาขวางและทรงใช้ข่ายเหล็กจับมาเลฟิเซนต์ไว้ได้ ทแกล้วทหารของพระองค์พร้อมด้วยศัสตราวุธทำด้วยเหล็กกล้าจึงเตรียมฆ่านาง มาเลฟิเซนต์ใช้กำลังเฮือกสุดท้ายจำแลงนกกาดีอาวัลเป็นมังกรเพื่อให้ช่วยให้นางกับพระธิดาหนีไป แต่ทัพมนุษย์กล้าแกร่งนัก ในโมงยามที่มาเลฟิเซนต์กำลังจะถูกประหารนั้นเอง เจ้าหญิงออโรราถอดปีกของมาเลฟิเซนต์ที่รักษาไว้ในคุกออกมาคืนให้ มาเลฟิเซนต์จึงได้ฟื้นฤทธานุภาพโดยบริบูรณ์ และเอาชนะพระเจ้าสเตฟานได้ มาเลฟิเซนต์ละเว้นพระชนม์โดยขอให้เลิกรากันเท่านี้ ก่อนที่นางจะพาพระธิดาบินจากไป ทว่า พระเจ้าสเตฟานไม่ทรงยอมแพ้ ทรงโผนไปเกาะมาเลฟิเซนต์ไว้ มาเลฟิเซนต์ทรงตัวไว้ได้ แต่พระเจ้าสเตฟานนั้นทรงพลัดตกลงสู่เบื้องล่างถึงแก่พระชนมชีพ
ครั้นแล้ว มาเลฟิเซนต์ก็รวมเมืองทิพย์เมืองคนเข้าเป็นหนึ่ง และตั้งออโรราปกครอง ตอนท้ายปรากฏว่า หญิงเฒ่าผู้เล่าเรื่องนั้นคือออโรราในบั้นปลายพระชนม์

FOUR WEDDINGS AND A FUNERAL (1994): ไปงานแต่งงาน 4 ครั้ง หัวใจนั่งเฉยไม่ได้แล้ว

Four Weddings and a Funeral เป็นภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ของอังกฤษในปี 1994 ที่กำกับโดย Mike Newell ริชาร์ดเคอร์ติสนักเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกในหลายเรื่องที่นำเสนอฮิวจ์แกรนท์และติดตามการผจญภัยของชาร์ลส์ (แกรนท์) และกลุ่มเพื่อให้นของเขาผ่านโอกาสทางสังคมหลายครั้งเมื่อพวกเขาพบกับความโรแมนติก Andie MacDowell รับบทเป็น Carrie ที่รักของ Charles โดยมี Kristin Scott Thomas, James Fleet, Simon Callow, John Hannah, Charlotte Coleman, David Bower, Corin Redgrave และ Rowan Atkinson ในการช่วยเหลือหน้าที่

ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างขึ้นภายในหกสัปดาห์ด้วยราคาต่ำกว่า 3 ล้านปอนด์ [2] และเปลี่ยนเป็นความสำเร็จที่ไม่คาดคิดและเป็นภาพยนตร์อังกฤษที่ทำรายได้สูงสุดในประวัติศาสตร์ในเวลานั้นด้วยบ็อกซ์ออฟฟิศทั่วโลกเกิน 245.7 ล้านดอลลาร์และได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์ สำหรับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม นอกจากนี้แกรนท์ยังได้รับรางวัลลูกโลกทองสาขาผู้แสดงนำชายยอดเยี่ยม – ภาพยนตร์มิวสิคัลหรือตลกและรางวัลบาฟตาสาขาผู้แสดงนำชายยอดเยี่ยมและภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับรางวัล BAFTA รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมสาขากำกับยอดเยี่ยมและดาราหนังนำหญิงยอดเยี่ยมในหน้าที่ช่วยเหลือสำหรับ สก็อตโทมัส ความสำเร็จของภาพยนตร์เรื่องนี้ผลักดันให้ฮิวจ์แกรนท์เป็นดาราระดับโลกโดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา [3]

ในปี 1999 งานแต่งงานสี่งานและงานศพถูกจัดให้อยู่ในชั้นที่ 23 ในภาพยนตร์อังกฤษที่ยิ่งใหญ่ที่สุด 100 เรื่องของ British Film Institute ในศตวรรษที่ 20 ในปี 2559 นิตยสาร Empire ติดชั้นที่ 21 ในรายชื่อภาพยนตร์อังกฤษที่ดีที่สุด 100 เรื่อง [4] การสำรวจความคิดเห็นของดาราหนังผู้กำกับนักเขียนผู้ผลิตและนักวิจารณ์ 150 คนในนิตยสาร Time Out ในปี 2017 จัดชั้นให้เป็นภาพยนตร์อังกฤษที่ดีที่สุดชั้นที่ 74 ตลอดกาล [5]

Curtis กลับมารวมตัวกันอีกทีกับผู้กำกับ Newell และผู้แสดงที่ยังมีชีวิตอยู่เพื่อให้ฉลองครบรอบ 25 ปี Comic Relief ฉบับย่อเรื่อง One Red Nose Day and a Wedding ซึ่งออกอากาศในสหราชอาณาจักรในช่วง Red Nose Day ในวันที่ 15 มีนาคม 2019

ในงานแต่งงานของแองกัสและลอร่าในซอมเมอร์เซ็ตชาร์ลส์ชายที่ดีที่สุดที่ยังไม่ได้แต่งงานกับสการ์เล็ตน้องสาวของเขา; ฟิโอน่าเพื่อให้นของเขาและทอมพี่ชายของคุณ แกเร็ ธ เป็นเกย์และแมทธิวคนรักชาวสก็อตของเขา; และเดวิดพี่ชายคนหูหนวกของชาร์ลส์ก็อดทนกับงานเฉลิมฉลอง ที่แผนกต้อนรับชาร์ลส์เริ่มสมุทราะกับแคโรไลน์ (แคร์รี) สาวสวยชาวอเมริกันและทั้งสองก็ใช้ชีวิตร่วมกันทั้งสองคืน ในตอนเช้าแครีเรียกร้องอย่างติดตลกว่าชาร์ลส์เสนอให้คุณสังเกตว่าพวกเขาอาจ “พลาดโอกาสดีๆ” แล้วจึงเดินทางไปอเมริกา

สามเดือนต่อมาในงานแต่งงานของเบอร์นาร์ดและลิเดียซึ่งมีส่วนร่วมทางเพศในงานแต่งงานครั้งก่อนชาร์ลส์ได้พบกับแคร์รีอีกทีพร้อมกับเซอร์ฮามิชคู่หมั้นชาวสก็อตคนใหม่ของคุณ ชาร์ลส์ต้องเผชิญกับความอัปยศอดสูจากอดีตแฟนสาวผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยรวมทั้งเฮนเรียตตาที่ว้าวุ่นใจและล่าถอยไปยังห้องสวีทที่ว่างเปล่าของโรงแรม เขาเฝ้าดูแคร์รีและฮามิชจากไปและติดอยู่ในตู้เมื่อคู่บ่าวสาวสุดเงี่ยนสะดุดเพื่อให้มีความข้องเกี่ยวทางเพศ ชาร์ลส์ทำทางออกที่น่าอึดอัดใจและต้องเผชิญหน้ากับเฮนเรียตตาที่โกรธแค้นเกี่ยวกับนิสัย“ คู่สมรสคนเดียว” และกลัวว่าจะปล่อยให้ใครเข้าใกล้มากเกินไป แครีปรากฏตัวขึ้นอีกทีและคุณกับชาร์ลส์ก็ใช้ชีวิตร่วมกันอีกคืน

หนึ่งเดือนต่อมาชาร์ลส์ได้รับคำเชิญไปงานแต่งงานของแคร์รี ขณะซื้อของขวัญเขาวิ่งเข้าไปหาแคร์รีและช่วยคุณเลือกชุดแต่งงาน คุณเล่าถึงคู่นอน 33 คนของคุณ ชาร์ลส์ซึ่งแปลงเป็นหมายเลข 32 ได้ยอมรับสารภาพรักกับคุณอย่างอึดอัดใจ แต่ก็ไม่มีประโยชน์

อีกหนึ่งเดือนต่อมาชาร์ลส์และเพื่อให้น ๆ ไปร่วมงานแต่งงานของแคร์รีในสกอตแลนด์ กาเร็ ธ ที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่มสั่งให้กลุ่มค้นหาเพื่อให้นที่มีศักยภาพ สการ์เล็ตต์ได้รับความนิยมจากชาวอเมริกันชื่อเชสเตอร์ ขณะที่ชาร์ลส์ดูการเต้นรำของแคร์รีและฮามิชฟิโอน่าก็สรุปความเศร้าใจของเขาได้ เมื่อชาร์ลส์ถามฟิโอน่าว่าทำไมคุณถึงยังไม่มีคู่คุณก็ยอมรับสารภาพว่าคุณรักชาร์ลส์ตั้งแต่พบกันนัดแรก แม้ว่าจะเอาใจใส่ต่อความรู้สึกของคุณชาร์ลส์ก็ไม่สนองตอบพวกเขา ขณะที่เจ้าบ่าวกำลังปิ้งขนมปังอยู่จู่ๆแกเร็ ธ ก็หัวใจวายเสียชีวิต

ในงานศพของ Gareth แมทธิวจะท่องบทกวี “Funeral Blues” ของกวีชาวอังกฤษที่รักร่วมเพศ W. H. Auden เพื่อให้ระลึกถึงความข้องเกี่ยวของเขากับ Gareth และเรียก Auden ว่า “อีกคนหนึ่งที่น่าสนใจ” หลังจากนั้นแคร์รีและชาร์ลส์เล่าช่วงเวลาสั้น ๆ ชาร์ลส์และทอมก็ไตร่ตรองความจริงที่ว่าแม้กลุ่มของพวกเขาจะภูมิใจในการเป็นไม่มีคู่ครอง แต่แกเร็ ธ และแมทธิวก็เป็นคู่สมรสที่ “แต่งงานกัน” มาโดยตลอดและการค้นหา “รักแท้หนึ่งเดียว” นั้นเป็นอย่างไร ความพยายามที่ไร้ประโยชน์

สิบเดือนต่อมาวันแต่งงานของชาร์ลส์ก็มาถึง เจ้าสาวเปลี่ยนเป็นเฮนเรียตตา ไม่นานก่อนพิธีแต่งงานแคร์รีมาถึงและบอกกับชาร์ลส์ว่าคุณและฮามิชแยกทางกันแล้ว ชาร์ลส์มีวิกฤตด้านความมั่นใจและได้รับคำแนะนำจากเดวิดและแมทธิว แต่ดำเนินการจัดงานแต่งงาน เมื่อตัวแทนถามถึงเหตุผลใด ๆ ที่ทั้งคู่ไม่ควรแต่งงานอย่างไรก็ตามคนหูหนวกเดวิดแปลภาษามือให้ชาร์ลส์ว่าเขาสงสัยว่าเจ้าบ่าวรักใครอีกคนซึ่งชาร์ลส์การันตี เฮนเรียตตาชกเขาด้วยความโกรธและงานแต่งงานก็หยุดลง

แคร์รีพยายามขอโทษชาร์ลส์ซึ่งยอมรับสารภาพว่าที่แท่นบูชาเขาตระหนักว่าคน ๆ เดียวที่เขารักคือคุณ ชาร์ลส์ซึ่งกลัวการแต่งงานจึงยื่นข้อเสนอเรื่องพันธะสัญญาตลอดชีวิตโดยไม่แต่งงานกับแคร์รีและคุณก็ยอมรับ

ในตอนท้ายของภาพยนตร์เฮนเรียตตาแต่งงานกับเจ้าหน้าที่ใน Grenadier Guards; เดวิดแต่งงานกับเซรีน่าแฟนสาวของเขา สการ์เล็ตต์แต่งงานกับเชสเตอร์; ทอมแต่งงานกับเดียร์เดรลูกพี่ลูกน้องที่ห่างไกลซึ่งเขาพบในงานแต่งงานของชาร์ลส์; แมทธิวพบชายคนใหม่; ฟิโอน่าแสดงในภาพที่มีเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ตัดออก คู่สามีเมีย Charles และ Carrie ที่ยังไม่ได้แต่งงานมีลูก

เรื่องASHFALL นรกล้างเมือง

Along with the Gods” ที่สร้างโลกหลังความตายได้โดนใจคอหนังแอ๊คชั่นแฟนตาซีไปแล้ว ปัจจุบันกับงาน CG ระอุภูเขาไฟปะทุ สั่นสะเทือนทั้งคาบสมุทรเมื่อ “เพ็กตู” ภูเขาไฟที่สูงที่สุดในคาบสมุทรเกาหลี อายุมากกว่าพันปีได้เกิดปะทุขึ้น พร้อม ๆ กับแผ่นดินไหวอย่างร้ายแรง บ้านเรือนพังถล่ม ตึกล้มโค่นทั้งเมือง ทางเดียวที่จะแก้่ไขได้ก็คือ การทำภารกิจลับเพื่อให้สกัดกั้นการระเบิดที่ร้ายแรง ก่อนที่ทุกอย่างจะล่มสลาย ใครจะรอดชีวิตจากหายนะคราวนี้….ติดตามกันได้ใน “ASHFALL นรกล้างเมือง”3 เหตุผลที่ ASHFALL เป็นหนังแอ๊คชั่นที่หลายท่านไม่ควรพลาด!!!
1. “การันตีจากคนทำหนัง”
ด้วยสองผู้กำกับชื่อดังจากเกาหลี “คิม บยองซู” และ “อี ฮเยจุน” ผนึกกำลังสร้างความอลังการหลังจากพวกเขาเคยร่วมกันใน Castaway on the Moon และ My Dictator ทำให้เข้าขากันแบบมองตาก็รู้ใจพร้อมกับโชว์ภาพของความหายนะจากภัยพิบัติต่าง ๆ โดย “อี ฮเยจุน” เคยมีผลงานอย่าง MY DICTATOR (2014) , CASTAWAY ON THE MOON (2009), LIKE A VIRGIN (2006) ขณะที่ “คิม บยองซู” มีผลงานอย่าง TAKE POINT (2018) , ALONG WITH THE GODS (สองภาค 2017-2018) ด้วยผลงานกลุ่มนี้ คงเป็นเครื่อการันตีได้เลยว่า ASHFALL ต้องมีความอลังการแบบสุด ๆ อย่างแน่ๆ
2. “ดาราแม่เหล็กกับหน้าที่สุดหิน”
“ฮา จองอู” สุดยอดดาราแห่งเกาหลี เจ้าของผลงานที่มีผู้ติดตามกว่าสิบล้านคน ฝากผลงานเขย่าแวดวงภาพยนตร์เกาหลีไว้ถึงสามเรื่อง Assassination, Along with the Gods (สองภาค 2017-2018) กลับมาคราวนี้ในเรื่อง ASHFALL เขาต้องรับบทหนักสุด ๆ นั่นก็คือ “หัวหน้าทีมกู้ระเบิด-โจ อินชาง” ที่ต้องรับผิดชอบชะตาชีวิตคนเกาหลีทั้งประเทศ เขากำลังจะปลดประจำการอยู่แล้วแต่กลับถูกส่งตัวไปปลดระเบิดที่เกาหลีเหนือ ก่อนที่จับพลัดจับผลูกลายมาเป็นผู้นำของภารกิจ แม้เขาจะไม่เชี่ยวชาญการรบ แต่หัวใจก็ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยความรับผิดชอบ ทั้งที่ภาระกิจนี้ไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าจะมีชีวิตรอดกลับมาหรือเปล่า”อี บยองฮอน” ผู้แสดงชายหนุ่มสุดฮ็อตของแวดวงดาราเกาหลี ที่ต้องมารับบท “สายลับเกาหลีเหนือ รี ยุนเปียง” ผู้กุมกุญแจสำคัญของดำเนินการ ทุ่มเทอารมณ์ชนิดบ้าระห่ำ แต่กลับเต็มไปด้วยปริศนา เขาพยยามต่อสู้ดิ้นรนหาทางเอาตัวรอดแบบสุด ๆ และถือเป็นอีกตัวละครหนึ่งที่อาจทำให้ผู้ชมถึงกับต้องหลั่งน้ำตา เจ้าตัวเคยกล่าวถึงบทที่ซับซ้อนว่า “ผมพยายามถ่ายทอดบทนี้โดยคงความเป็นปริศนาของตัวเขาตั้งแต่ต้นจนจบ….”
“มา ดงซอก” ดาราชายหนุ่มรุ่นใหญ่ หุ่นล่ำบึ๊ก รับบท “ศาสตราจารย์ด้านธรณีวิทยา คัง บงแร” ผู้ไขปริศนายับยั้งการระเบิด ถือเป็นอีกบทที่ท้าทายเพราะงานนี้เขาต้องใช้สมองมากกว่าใช้กำลัง ตามเนื่องเรื่องเขาเปลี่ยนเป็นคนที่ถูกสังคมเกลียดชัง เพราะไปเสนอผลงานวิจัยว่า ภูเขาไฟเพ็กตูจะระเบิด แต่กลับไม่มีใครเชื่อเขา ทำให้แปลงเป็นตัวตลกของแวดวงนักวิชาการ ก่อนเกิดเหตุเขากำลังจะกลับอเมริกา แต่มองว่าภารกิจช่วยเพื่อให้นมนุษย์สำคัญกว่า จึงพยายามหาทางช่วยเหลือชาวเกาหลีอย่างสุดกำลัง.เบ ซูจี” ดาราสาวดาวรุ่ง เคยพิสูจน์ความสามารถอย่างโดดเด่นในภาพยนตร์เรื่อง THE SOUND OF A FLOWER (2015) และ ARCHITECTURE 101 (2012) นอกจากนี้ยังมี ละครทีวี VAGABOND (2019), WHILE YOU WERE SLEEPING (2017), UNCONTROLLABLY FOND (2016) ซึ่งใน ASHFALL ต้องมารับบทเป็น “ชเว จียอง เมียสาวของ โจ อินชาง ที่กำลังตั้งครรภ์ คุณต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้เอาชีวิตรอดให้ได้” 3. “ฉากทุกฉากละเอียด เนรมิตรสมจริงแบบสุดๆ”

Arang and The Magistrate เรื่องย่อ ตอนที่ 17

ก่อนที่นางมูยอนจะเอื้อมมือถึงตัวอารัง อึนโอเอาตัวเข้าขวางและคลี่พัดออกมา
“เจ้าได้มาจากมหาเทพหละสิ!!”
“ออกมาจากร่างแม่ข้าเดี๋ยวนี้” อึนโอยกพัดขึ้น
มูยอนมีท่าทีหวาดกลัว อึนโอสะบัดพัดผ่านร่างนาง แต่ก็ไม่เกิดผลอะไร
“หึๆๆ มีวิธีัที่จะช่วยแม่เจ้าได้” นางมูยอนสบตากับอารัง “ยกร่างเจ้าให้ข้าสิ” นางดึงปิ่นอันนึงออกจากผมของนาง คิดจะแทงอึนโอ อึนโอยกพัดขึ้นมาขวางแต่ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก มูยอนเงื้อมือขึ้นอีก อารังเอาตัวเผ่านาขวางไว้ มูยอนปักปิ่นลงที่หลังของอารังเต็มแรง (เป็นจุดเดียวกันกับที่ลีโซริมเคยโดน) นางมูยอนหัวเราะเสียงดังและเดินกลับเข้ากระท่อมไป
อึนโอพาอารังกลับจวนนายอำเำภอ อารังลังเลที่จะเล่าสิ่งที่นางจำได้เมื่อครั้งที่ลีโซริมยังไม่ตาย
“แม่ของท่าน…เป็นผู้แทงข้า”

อึนโอสับสนกับเรื่องราวที่พึ่งจะได้รับรู้จากอารัง “ไม่จริง.. เป็นไปไม่ได้…ข้าเพียงหวังว่านางจะยังไม่ตาย..เรื่องนี้มัน..เป็นเรื่องอะไรกันแน่..ทำไมปิศาจนั่นจึงอยู่ในร่างท่านได้…ท่านแม่..” อึนโอร้องไห้ด้วยความเศร้าใจเพียงลำพัง

ชอยจูวาลจำภาพอดีตในทุกๆครั้งที่เขาฆ่าหญิงสาวได้ ทั้งหวาดกลัว ทั้งเสียใจ “ทำไม..ความจำทั้งหลาย..ความจำที่ถูกลบไปแล้ว ถึงกลับมา..”

ร่างกายของอารังกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม นางไปที่ห้องของลีโซริม กลับไปทบทวนเรื่องราว นึกไปถึงคำพูดของมหาเทพที่ว่า กระดิ่งจะดังขึ้นเมื่อนางศึกษาค้นพบความจริงของการตายของตน

อึนโอเผ่านาพบอารังบอกนางถึงความสับสนที่เขามีเกี่ยวกับแม่ของเขาที่รังควานอารัง และเรื่องที่เขาจะส่งอารังไปสวรรค์ อารังไม่ติดใจอะไรบ้างที่อยู่ในเรื่องนั้น
“ท่านอย่ากังวลใจไปเลย..ยังไม่ถึงวันเพ็ญ เรายังมีเวลา และที่สำคัญต้องช่วยท่านแม่ท่านให้ได้”

อึนโอลอบเข้าห้องชอยจูวาล เขาไม่อยู่ตรงนั้น อึนโอเห็นภาพวาดอารังในชุดทหารจึงแอบหยิบออกมา ในบ้านขุนนางชอย มีทหารจากไหนไม่รู้อยู่เต็มไปหมด อึนโอพบโรงเก็บอาวุธ
“นอกจากจะมีทหารส่วนตัวที่ผิดกฎหมายแล้ว ยังมีอาวุธผิดกฎหมายอีกเหรอ” อึนโอพูดกับตัวเอง
พวกทหารเผ่านาพบอึนโอ เกิดการต่อสู้กัน

อารังไปหาพางวูลรี(นางคนทรง) เพื่อให้ให้นางช่วยทำพิธีเรียกวิญญาณยายทวดของนางออกมา นางให้อารังถือชุดผู้ตายไว้ในมือและท่องคาถา 3 ครั้ง (ทำพิธีบนหลังคา) และยายทวดก็มาจริงๆ

อารังถามยายทวดถึงวิธีไล่วิญญาณออกจากร่างคน
“เจ้าคือนางคนนั้นสิ ..อารัง..” ยายทวดทักทาย “เรื่องของเจ้าดังไปทั่วในอีกโลกหนึ่ง เจ้าอยากไปสวรรค์เหรอ ถ้าเจ้าไปสวรรค์เจ้าต้องลืมเรื่องทั้งหมดบนโลกนี้”
พาวุลรีพยายามจะฟังแต่ไม่ได้ยิน ยายทวดตบหน้านางอย่างแรง นางโกรธ แต่ก็ทำให้นางได้ยินสิ่งที่ยายทวดพูด ยายทวดหันมาตอบคำถามของอารัง
“เมื่อสิ่งที่เจ้าของร่างนั้นรักมากที่สุด เข้าร่างไป จะทำให้วิญญาณนั้นแยกออกมาจากร่างและใช้มีดของมหาเทพแทงที่วิญญาณนั้น” แล้วยายทวดก็จากไป

นางมูยอนบอกชอยจูวาลว่าเป็นเพราะเขาหาหญิงสาวมาให้นางไม่ได้พลังที่อ่อนแอลงของนางจึงทำให้ความทรงจำของชอยจูวาลกลับคืนมา นางเย้ยหยันเขา
“เจ้าต้องใช้ชีวิต ที่เหลือ อย่างฆาตกร”
ชอยจูวาลเจ็บปวดกับความทรงจำเลวร้ายของตนเอง
“ข้า..ควรทำอย่างไรต่อไปดี”
“ฆ่าคิมอึนโอซะ เพราะเขาทำให้วิญญาณแม่เขาพยายามจะออกมาและในทุกครั้งที่นางทำแบบนั้น พลังของข้าจะอ่อนแอลง”

ที่จวนนายอำเภอ อารังเดินวนไปมาคิดแต่อะไรคือของรักที่สุดของแม่นายอำเภอ

อึนโอได้รับบาดเจ็บเดินโซเซเผ่านาที่จวน อารังตกอกตกใจ ในระหว่างทำแผลอึนโอเอ่ยขึ้น
“ตลอดชีวิตที่ผ่านมาข้าใช้ชีวิตโดยไม่เคยนึกถึงใคร และนึกโกรธเสมอที่ทำไมข้าต้องเห็นผีด้วย..ภายหลังที่พบเจ้า ข้าก็เริ่มเข้าใจ ข้าเริ่มเข้าใจความรู้สึกของท่านแม่มากขึ้น และรู้ว่าข้าอยู่ในฐานะที่จะช่วยเหลือผู้อื่นได้”
“ท่านช่วยเหลือข้าไว้อย่างมาก นางคนทรงบอกข้าว่าแม้เราจะไม่อาจทนกับความพลับพรากได้ แต่เราก็จะมีชีวิตอยุ่ได้ด้วยพลังจากความรู้สึกนั้น…ข้าไม่สามารถอยู่ใกล้เคียงท่านได้นานแสนนาน ข้าทำได้เพียงเท่านี้” อารังทำแผลและใส่เสื้อคลุมให้อึนโอ

“เมื่อข้าจากโลกนี้ไป อาจสูญเสียความทรงจำทั้งหมดที่นี่ แต่ถึงอย่างไร..ข้าก็รักท่าน..”
อึนโอตะลึงกับคำพูดของอารัง เขาคว้าแขนนางไว้ก่อนนางจะเดินไป

ชอยจูวาลจมอยู่กับความคิดและความเจ็บปวดของตน
“ได้..ข้าจะทำตามความประสงค์ของท่าน..และหลังจากนั้นข้าจะนำอารังมาบรรเทาความเจ็บปวดของข้าและ กำจัดท่านซะ” เขาถอดแหวนและเขวี้ยงมันทิ้งไปด้วยความเคียดแค้น

รุ่งขึ้นอารังบอกเล่าเรื่อง วิธีไล่ส่งวิญญาณที่ได้ฟังมาจาก ย่าทวดของพางวุลรี อึนโอเล่าให้โดลแซฟัง เขาให้โดลแซนำคนไปจับตัวนางมูยอนมา แต่เมื่อโดลแซไปที่บ้านร้างกลับไม่พบใครเลย

ชอยจูวาลพานางมูยอนหนีไปหลบที่ถ้ำแห่งหนึ่ง เขากลับมพบอารังที่หน้าบ้านของเขา
“นายน้อยมีอะไรที่ท่านปกปิดอยู่ ท่านกับนางปีศาจนั่นเกี่ยวข้องกันยังไง แม่ของนายอำเภอถูกสิงได้ยังไง”
“ผู้นั้นคือ..เ่ทพธิดา นางอาศัยบนโลกโดยอาศัยร่างมนุษย์ นางแลกเปลี่ยนสิ่งที่เจ้าร่างนั้นต้องการมากที่สุด”
“สิ่งที่แม่นายอำเภอต้องการคืออะไร”
“ข้า..ไม่รู้ถึงขนาดนั้น”

ขุนนางชอยสั่งให้คนไปช่วยโกโดลออกจากคุกในจวนนายอำเภอ

เช้ารุ่งขึ้นหลังจากอึนโอรู้ว่ามีคนมาช่วยโกโดลออกไป ก็มีราษฎรคนหนึ่งมาร้องเรียนว่าเ่ขาจ่ายค่าเช่าน้าช้า ขุนนางชอยจึงจับตัวลูกชายเขาไปขายเป็นทาส

คนกลุ่มหนึ่งกำลังลากเอาเด็กผู้ชายไปพลางตีแม่เด็กที่เผ่านาขวาง ท่ามกลางสายตาราษฎร คราวนี้ราษฎร ผู้ชายหลายๆคนพยายามเข้าไปชวย เด็กชายวิ่งหนีออกมาได้ เจอกับนายอำเภอพอดี อึนโอพาเด็กออกไป ส่วนเรื่องใช้กำลังเป็นหน้าที่ของโดลแซและพลลาดตระเวนที่ต้องต่อสู้กับคนกลุ่มนั้น

ครอบครัวของเด็กชายต่างพากันมาขอบคุณอึนโอและได้บอกอีกว่า คนในเมืองนี้ล้วนแต่ติดหนี้่ขุนนางชอยกันทั้งนั้น
“การช่วยเหลือเด็กชายดูจะไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาเลยนะขอรับ” โดลแซเอ่ยขึ้น

ลีบังกับขุนนางอีกคน (สองในสามขุนนาง) กำลังปรึกษากันว่าจะย้ายมาเป็นพวกนายอำเภอเช่นเดียวกับฮยองบังดีหรือเปล่า พวกคุยกันไปมาตัดสินใจจะเลือกข้างที่อารังเลือก <เกี่ยวกันยังไงหนอ -*- 555>

อารังให้ชอยจูวาลพานางไปพบหญิงคนนั้น(นางซึ่งก็คือนางมูยอน)
“อะไรทำให้เจ้ามาไกลถึงขนาดนี้…เป็นเพราะนายอำเภอเหรอ..” แต่ในที่สุด เขาก็ตกลงจะพาอารังไปพบนางมูยอน

อึนโอแต่งตั้งให้โดลแซ เป็นหัวหน้า โดลแซไปหาพางวุลรีในลุกซ์ใหม่ เป็นชุดหัวหน้าทหารแบบเต็มยศ พางวุลรีทำเป็นบอกว่าไม่ชอบ โดลแซคว้าแขนนางจนนางเซเผ่านาหาเขา พางวุลรีเขินอาย และรู้สึกแหลกๆ นางเหลือบไปเห็นผี 2-3 ตนเฝ้ามองอยู่

บนสวรรค์ มูยองพืมพำกับตัวเอง ว่าเขาไม่สามารถกำจัดนางมูยอนได้ด้วยตัวเอง จำเป็นต้องให้คิมอึนโอช่วย ยมราชเผ่านาและบอกให้เขาลงไปบนโลกได้ ไม่ถูกกักกันอีกแล้ว

มูยองลงมาบนโลกทันเวลาก่อนที่พวกผีจะรังควานพางวุลรีและโดลแซพอดี จากนั้นเขาไปพบคิมอึนโอ
มูยองบอกกับคิมอึนโอว่า วิญญาณในร่างแม่อึนโอคือ น้องสาวของเขาเอง และวิธีเดียวที่จะทำให้นางยอมออกจากร่างคือ ต้องให้นางออกมาด้วยตัวเอง คิมอึนโอนึกถึงอารัง
“ท่านจะให้ข้ายกอารังให้นาง..ข้าไม่ทำแบบนั้นแน่”

 

นางมูยอนนึกถึงอดีต ตั้งแต่ที่นางเป็นมนุษย์ นางหลงรักมูยองมาหลายชาติแม้กระทั่งเกิดเป็นพี่น้องกัน และในที่สุดนางได้พบเขาอีกในขณะที่นางเป็นเทพธิดาและเขาเป็นยมทูต นางไม่สามารถมีความรักได้นางจึงบอกเขาว่าให้กลับไปเป็นมนุษย์อีกที แต่มูยองปฏิเสธ

 

ชอยจูวาลพาอารังไปถึงปากถ้ำ แม้เขาจะยอมทำตามความปรารถนาของนางมูยอน แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ยังเป็นห่วงอารัง
“อย่าเชื่อสิ่งที่นางผู้นั้นบอกเจ้า..”

ที่จวนนายอำเภอ มีทหารมาบุกจวน
“เข้าไปจับ อาชญากรคิมอึนโอเดี๋ยวนี้!”

Valentine’s Day หวานฉ่ำ วันรักก้องโลก

ดูหนังใหม่ออนไลน์ หนังให้แง่คิดมากมาย เรารักใคร เราควรจะรักที่เขาเป็นเขา ไม่ใช่เลือกที่จะรักและรับจะเฉพาะส่วนของเขาที่เราชอบ ส่วนที่เราไม่ชอบของเขา เราก็ควรจะรักเช่นกัน
หนังของผู้กำกับ Garry Marshall ที่กำกับหนังที่คุณรู้จักกันดีอย่าง Runaway Bride, Princess Diaries ทั้ง 2 ภาค และแน่นอน Pretty Woman วันนี้ เขากลับมาสร้างหนังรักโรแมนติกคอมิดี้ กับนักแสดงชื่อก็งมากหน้าหลายตา หวังจะจุดพลุอีกครั้ง ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าจะพุ่งไปได้สูงแค่ไหน ที่แน่ๆ ผมมีความสุขมากกับหนังเรื่องนี้

Valentine’s Day หลากเรื่องรักในวันๆ เดียว
หนังเรื่องนี้ คงไม่พิเศษสำหรับคนไม่ชอบหนังรัก แต่สำหรับคู่รักที่ชอบหนังโรแมนติกคอมิดี้เหมือนๆ กัน มันเป็นหนังที่น่าไปดูเรื่องหนึ่ง แม้เรื่องราวจะค่อนข้างพัลวันพัลเกอยู่สักหน่อย เนื่องด้วยผู้คนมากมาย ที่ปรากฏเป็นตัวละครสำคัญในเรื่องนั้นเยอะเสียจนอาจมึนไปบ้าง แต่ก็ไม่มากนัก

หนังพูดถึงความรักหลากรูปแบบของคนต่างกลุ่ม ต่างวัย ต่างความคิด ต่างสถานการณ์ ที่อยู่ในเมืองเดียวกัน “ลอสแอนเจลิส” ในวันและคืนเดียวกัน “วันวาเลนไทน์” แต่ละคนแต่ละคู่ ถูกคนเขียนบทร้อยรัดเรื่องราวให้เกี่ยวเนื่องกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ซึ่งนับว่าต้องชมผู้เขียนบท ที่นอกจากจะร้อยคนเป็นสิบที่มีบทพอๆ กันให้อยู่ในเรื่องเดียวแล้ว ยังพยายามเซอร์ไพรส์คนดูด้วยบทที่คาดไม่ถึง

‘หวานฉ่ำ วันรักก็งโลก’ ตัวอย่างหนัง
ในหนัง มีรักที่สมหวัง รักที่อิ่มอุ่น ดูเผินๆ เหมือนไร้สีสัน แต่นั่นคือ จุดที่สมบูรณ์ลงตัว, มีรักที่ดูเหมือนจะสมหวัง หากแต่เมื่อถึงวันหนึ่ง หนึ่งใจอาจค้นพบความกลัวในตัวเอง กลัวการผูกมัด กลัวพันธะสัญญา, มีรักที่ดูยิ่งใหญ่ ห่างไกลแสนไกล กลับมาเพื่อวันๆ เดียวที่ได้อยู่ร่วมกัน, รักที่เฝ้าตามหา รอคอยและรอคอย ได้แต่เฝ้าอิจฉาคู่รักจนพาลเกลียดวันวาเลนไทน์, รักที่ลอยอยู่ใกล้ๆ มานานแสนนาน แต่ไม่คิดจะใฝ่หา กลับไขว่คว้ารักที่ไม่จริงใจ, อีกมากมาย และอีกมากมาย หลายเรื่องเดาได้ หากบางเรื่องก็อึ้งได้เหมือนกัน

ดูหนังเรื่องนี้แล้วมีความสุข สลับไปกับความเศร้า ที่ใดมีรัก ที่นั่นก็มีทั้งสุขและทุกข์ เพราะฉะนั้น เราจึงได้เห็นทั้งรอยยิ้ม และน้ำตา บางที เราได้เห็นมันทั้งคู่พร้อมกันด้วยซ้ำ มันเป็นเช่นนั้นเสมอ มุกตลกของหนังเรื่องนี้ น่ารักและเรียกเสียงหัวเราะได้เสมอ ขณะที่แง่มุมเศร้าๆ ก็โดนอยู่หลายหน ความมากมายของเรื่องราว ทำให้มีบางเรื่องที่สัมผัสกับใจของเราได้ แม้เรื่องจะเยอะ ก็สะกิดต่อมน้ำตาให้ทำงานได้ไม่ยากเช่นกัน